No
Member
สมัครสมาชิก ฟรี ! | ลืมรหัสผ่าน | ? สมัครสมาชิกแล้วได้อะไรบ้าง
ชื่อล็อคอิน
รหัสผ่าน
มุมน่าสนใจ
 
   
 

News (มุมคุณธรรม)
 

เจ้ากรรมนายเวร มีจริงหรือ

คำค้นหา : เจ้ากรรมนายเวร       
เวลา : 2012-04-27 12:25:28
/ ผู้โพสเนื้อหา : PARINYARAT

"เจ้ากรรมนายเวรมีหรือไม่"
โดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์


ถาม มีผู้กล่าวว่า การทำบุญแล้วควรอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ไม่ทราบคำว่า เจ้ากรรมนายเวร หมายถึงอะไร การทำสมาธิแล้วจะอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรด้วยได้หรือไม่ อย่างไร
สุ รู้สึกว่าใช้คำว่า เจ้ากรรมนายเวรกันมาก และกลัวเหลือเกินว่า ถ้าไม่อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรจะไม่พ้นจากเคราะห์กรรมต่าง ๆ มีท่านผู้ใดเคยทำและเคยคิดอย่างนี้บ้างไหม ความจริงนั้น เมื่อทำบุญแล้วควรอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่สามารถรู้และอนุโมทนาได้ แต่คำว่าเจ้ากรรมนายเวรดูจะเป็นคำคล้องจองของคำว่า กรรมเวร และ เจ้านาย ที่ว่ามีเจ้ากรรมนายเวรนั้น ตามความเป็นจริงแล้ว ใครทำให้ท่านปฏิสนธิในชาตินี้ อะไรทำให้แต่ละบุคคลเกิดในภาพนี้ในภูมินี้ เจ้ากรรมนายเวรเป็นผู้ทำหรอ หรือว่าเป็นกรรมของแต่ละท่านที่ได้กระทำแล้ว กรรมหนึ่งเป็นปัจจัยทำให้ปฏิสธิจิตเกิดในภูมินี้ เพราะฉะนั้น ไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นเจ้ากรรมของใคร เพราะว่าแต่ละท่านมีกรรมเป็นของตนเอง แม้แต่ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นจิตขณะแรกที่เกิดในภูมินี้ ก็เป็นผลของกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้วในอดีตของท่านเอง ไม่มีเจ้ากรรมทำให้ท่านปฏิสนธิ

ข้อความในอังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ธัมมปริยายสูตร ข้อ ๑๙๓ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมปริยาย อันเป็นเหตุแห่งความกระเสือกกระสน แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับคำพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งความกระเสือกกระสนเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง และมีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมไว้เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น


เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครเป็นเจ้ากรรมนายเวรของใคร หรือว่าท่านผู้ใดเข้าใจเรื่องเจ้ากรรมนายเวรว่าอย่างไร มีใครเคยอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรบ้าง

ถาม ผมเพียงแต่ยกมือว่าเคยกระทำเช่นนั้น แต่ผมไม่มีความรู้เรื่องเจ้ามกรรมนายเวร
สุ ขณะที่อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรนั้น ไม่รู้ว่ามีเจ้ากรรมนายเวรหรือไม่ ใช่ไหม
ถาม เป็นคติความเชื่อที่ว่า เรากระทำอไรให้ใครเขรไม่พอใจ เดือดร้อนอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็ขอให้ต่างฝ่ายต่างมีอโหสิกรรมต่อกัน อันนั้นเป็นความเชื่อว่าถ้าเราแผ่ส่วนกุศลไป แผ่เมตตาไป เชื่อว่าย่อมเป็นการกระทำที่ดี และอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เราสบายใจ เพราะเชื่ออย่างนี้จึงทำอย่างนี้ และเชื่อต่อไปโดยไม่ได้ศึกษาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอาจจะตรัสไว้ที่ไหน คิดว่าเป็นคติทางพุทธศาสนา
สุ แต่ไม่เคยเห็นเจ้ากรรมนายเวร ใช่ไหม
ถาม ที่เป็นตัวเป็นตนก็มี พ่อแม่ของผม ผมก็ถือว่าเป็นเจัากรรมนายเวร ท่านมีบุญคุณกับผม ผมทก็อุทิศให้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ อุทิศให้ทุกครั้งไป
สุ ถ้าอย่างนั้น ในความหมายนี้คงหมายถึงผู้ที่มีกรรมต่อกัน ไว่าจะเปป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม ก็ชื่อว่าเจ้ากรรมนายเวร
ถาม ไม่ทราบว่าความจริงจะเป็นอย่างไรสำหรับคนอื่น สำหรับกระผม กระผมถือว่าใครก็แล้วแต่กระทำกรรมต่อกัน เราก็อยากอุทิศให้
สุ นั่นเป็นเรื่องอุทิศส่วนกุศล เป็นเรื่องของการเจริญเมตตา แต่นี่เป็นเรื่องการเข้าใจเรื่องเจ้ากรรมนายเวร คือไม่ทราบว่าแต่ละท่านมีความคิด ความเข้าใจเรื่องของเจ้ากรรมนายเวรอย่างไร เพราะรู้สึกว่าจะเป็นธรรมเนียมในการที่จะอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร
ถาม กระผมก็เป็นคนธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้ศึกษา มีความเชื่อว่า ถ้าเรากระทำความไม่ดีอะไรกับใครไว้ ก่อความไม่พอใจแก่ใครไว้ ก็คิดว่า กรรมนั้นอาจเกิดสนองแก่เราได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ก็คิดว่า ถ้าเราอโหสิกรรมต่อกันเสียก็คงจะดี อันนี้เป็นความเชื่อ นอกจากนั้นเคยไปพบใครไม่ทราบบอกว่า เวลาเจ็บป่วย พระภิกษุท่านบอกว่ามีสาเหตุหลายอย่าง จำได้ว่า มีพยาธิ มีอุตุ มีกรรม และมีข้อหนึ่งว่าเป็นเรื่องของกรรมที่เราทำอะไรไปในชาติก่อน อาจจะทำให้ผู้ถูกกระทำนั้นมาทวงบุญทวงคุณ หรือว่าทางกรรมที่เราไปทำเขร ด้วยเหตุนั้น ผมก็เชื่อเช่นนั้น เวลาทำบุญทำกุศลอะไรก็แล้วแต่ ก็อุทิศส่วนกุศลไปให้ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆ ก็ไม่ลืมที่จะใส่บาตรกรวดน้ัำให้ผู้ที่อาจจะเป็นเจ้ากรรมนายเวร ถ้ามีอะไรต่อกัน ก็ขออโหสิกรรมแก่กัน ทำอย่างนั้นด้วยความเชื่อ ผมไม่ทราบว่าถูกต้องตามคติหรือพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าหรือเปล่า
สุ ขอให้พิจารณาโดยละเอียดถึงเรื่องการอุทิศส่วนกุศลและการอบรมเจริญเมตตา สำหรับการอุทิศส่วนกุศลนั้น เมื่อได้ทำกุศลแล้ว ก็สามารถจะอุทิศให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดก็ได้ที่สามารถจะล่วงรู้ เพื่อเขาจะได้เกิดกุศลจิตอนุโมทนา ไม่ว่าจะเป็นผู้ยังมีชีวิตอยู่หรือว่าเป็นผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่สำหรับความเข้าใจเรื่องเจ้ากรรมนายเวรนี้ ขอให้พิจารณาจริง ๆ ว่า แต่ละท่านมีกรรมเป็นของตน เพราะฉะนั้น จึงไมีมีเจ้ากรรมนายเวร ไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดจะดลบันดาลทุกข์สุขให้กับท่าน เพราะว่าทุกข์สุขของแต่ละท่านนั้น ย่อมต้องเป็นผลของการกระทำ คือกรรมของท่านเอง


ส่วนการอุทิศส่วนกุศล ขณะนั้นผู้อุทิศต้องมีเมตตาจิต จึงสามารถจะอุทิศส่วนกุศลให้แต่ละบุคคลนั้นได้ ถ้าขาดเมตตาจิตในบุคคลใด ก็จะไม่อุทิศส่วนกุศลให้บุคคลนั้น เพราะฉะนั้น การอุุทิศส่วนกุศลจึงเป็นการเจริญเมตตา คือต้องมีความเมตตาจึงสามารถจะอุทิศส่วนกุศลในขณะนั้นได้ ถ้าคิดถึงเจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็น กับคิดถึงบุคคลที่ท่านกำลังไม่พอใจ แทนที่จะคอยโอกาสมีเมตตาอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่เห็นหน้า และไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่กับคนซึ่งท่านกำลังเห็นและไม่พอใจนั้น อาจจะเคยเป็นเจ้ากรรมนายเวรได้ไหม ซึ่งความจริงเจ้ากรรมนายเวรไม่มี ทุกท่านมีกรรมเป็นของของตน แต่ถ้าคิดถึงกรรมที่ตนได้เคยทำต่อบุคคลอื่น แล้วเรียกบุคคลที่ท่านกระทำด้วยว่าเป็นเจ้ากรรมของท่าน แล้วใคร่ที่จะเห็นเขามีความสุข ให้พ้นจากความผูกโกรธ ขณะนั้น ก็ควรเมตตาบุคคลที่ท่านเห็น แทนที่จะไปอุท้ิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็น นี่ก็เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณา

ส่วนการเจริญเมตตานั้น ก็เจริญได้ต่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น การเจริญเมตตาต่อคนที่ล่วงลับไปแล้วไม่มีประโยชน์ ไม่เกิดผล เพราะฉะนั้น ควรพิจารณาตามความเป็นจริงว่าบุคคลที่สิ้นชีวิตแล้วนั้น สูญสิ้นสภาพของการเป็นบุคคลซึ่งเคยเกี่ยวข้อง เคยมีความสำคัญ เคยชอบหรือเคยชังต่อกันก็จบสิ้นไปแล้ว

ฉะนั้น การที่สามารถมีเมตตาต่อบุคคลซึ่งเป็นที่ไม่ทรักได้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นผู้ที่อบรมทเจริญเมตตาจริง ๆ มีกำลังของเมตตาที่สามารถจะเจริญได้แม้บุคคลซึ่งไม่เป็นที่รัก ก็เมตตาได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นสูญสิ้นการเป็นบุคคลนั้นแล้ว จะมีเมตตาต่อบุคคลนั้นทั้ง ๆ ที่ท่านเองก็รู้ว่าไม่มีบุคลนั้นอีกต่อไป ก็ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ฉันนั้น ความคิดเรื่องเจ้ากรรมนายเวรก็ฉันนั้น ในเมื่อกรรมได้กระทำไปแล้ว และกรรมนั้นก็เป็นของท่านเอง และบุคคลที่ท่านกระทำกรรมในชาติไหน ๆ ก็ตาม ในปัจจุบันชาตินี้จะเป็นใคร ถ้ากล่าวลอย ๆ ว่าเจ้ากรรมนายเวร โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ก็ย่อมเป็นโมฆะ เพราะไม่รู้ว่าเป็นใครที่ไหน แต่ถ้าระลึกได้ว่า ควรจะมีเมตตา ควรอุทิศส่วนกุศลให้บุคคลทั้งหลายผู้สามารถล่วงรู้ได้ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร ท่านก็จะสามารถเจริญเมตตาโดยอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร โดยไม่ทราบว่าชาติไหน ท่านได้ทำกรรมอะไรกับบุคคลใด จึงจะเรียกบุคคลนั้นว่า เป็นเจ้ากรรมนายเวรของท่าน

เพราะว่า แม้กรรมในชาติก่อน ๆ ก็ยังนึกไม่ออก ไม่สามารถจะล่วงรู้ได้ว่า ในชาติก่อน ๆ ได้กระทำกรรมอะไร จึงมีเจ้ากรรมนายเวร และเป็นเจ้ากรรมนายเวรในชาติไหนก็ไม่รู้ และถ้าเป็นในชาตินี้ ใครเป็นเจ้ากรรมนายเวรของท่านบ้าง และเจ้ากรรมนายเวรซึ่งท่านได้กระทำกรรมต่อบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือว่าล่วงลับไปแล้ว ถ้าล่วงลับไปแล้ว ก็อุทิศส่วนกุศลให้บุคคลนั้นได้ แต่ไม่ใช่โดยฐานะซึ่งเป็นเจ้ากรรมนายเวรลอย ๆ โดยไม่รู้ว่าปป็นใคร และเป็นเจ้ากรรมนายเวรในชาติไหน

สภาพธรรมนั้นต้องไตร่ตรองพิจารณาเหตุผลจริง ๆ เพราะถ้าไม่พิจารณาเหตุผล ก็อาจจะกระทำไปโดยไม่เข้าใจว่าเป็นกุศลจริง ๆ หรือไม่ เพราะเพียงแต่การกล่าวอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร โดยไม่รู้ว่าเจ้ากรรมนายเวรเป็นใครนั้น โดยมากมักจะกลัวเจ้ากรรมนายเวรเพราะคิดว่า เจ้ากรรมนายเวรจะทำให้ชีวิตของท่านลำบากเดือดร้อน แทนที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่าอกุศลกรรมที่ท่านได้กระทำแล้ว ซึ่งเกิดเพราะกิเลสเป็นเหตุปัจจัยให้วิบากคือผลของกรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นกับท่านเอง เมื่อท่านยังมีอกุศลธรรม ยังมีกิเลสซึ่งเป็นต้นเหตุให้ทำอกุศลกรรม อกุศลกรรมที่เกิดขึ้นย่อมให้ผล คือ ทำให้เกิดวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมนั้นได้ในภายหลัง เพราะฉะนั้น จึงควรเห็นโทษของกิเลสและอกุศลกรรมมากกว่ากลัวที่จะไม่อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร

ถาม อย่างพวกที่ผูกพยาบาทกัน ถือว่าเป็นเจ้ากรรมานายเวรกันหรือไม่
สุ โดยสถานไหน
ถาม มีธรรมบทเรื่องนางยักษิณี มีการผูกเวรกันมาหลายชาติ
สุ เมื่อผูกเวรกันแล้ว หนทางที่จะหมดเวรไดนั้น คืออย่างไร
ถาม เรื่องที่จะหมดเวรก็คือว่า ตอนสุดท้ายนางยักษิณีจะไปจับลูกของผู้หญิงคนที่ผูกเวร เพื่อนำไปเป็นอาหาร ผู้หญิงนั้นวิ่งเข้าไปในวัด เอาลูกไปวางไว้ที่พระบาทของพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าได้เรียกนางยักษิณีพร้อมด้วยผู้หญิงคนนั้น และทรงโปรดแสดงเทศนาจนคนทั้งสองเลิกผูกเวรกัน
สุ เพราะฉะนั้น ที่จะหมดเวรกันได้นั้น คืออย่างไร
ถาม คงเป็นเพราะกุสลจิตที่เกิดขึ้น
สุ คือไม่องเวร ไม่โกรธกันต่อไปขณะใด ขณะนั้นก็หมดเวรต่อกัน คือกุศลจิตเกิดทั้งสองฝ่าย
ถาม ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งทำบุญ และมีเจตนาดีจะให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับผลบุญที่ตนกระทำด้วย ฝ่ายนั้นอาจจะเลิกคิดพยาบาทเป็นไปได้ไหม
สุ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อได้ทำกุศลแล้วก็อยากให้ผู้อื่นเกิดกุศลด้วย จึงบอกให้ผู้นั้นรู้ในกุศลนั้น เพื่อเขาจะได้อนุโมทนา แต่ถ้าพูดถึงเจ้ากรรมนายเวรหลังจากที่เราทำกุศลแล้ว จะรู้่ได้อย่างไร
ถาม เมื่ออุทิศส่วนกุศลให้คนที่โกรธกัน โดยบอกว่าไปทำบุญมา ขอให้ท่านได้รับผลบุญด้วย
สุ บอกให้เขารู้เพื่อที่เขาจะได้อนุโมทนา แต่ไม่ใช่อย่างที่คิดว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรตั้งแต่ครั้งไหนก็ไม่รู้ กรรมอะไรเราเป็นผู้มีกรก็ไม่รู้ แล้วยังไปกลัวอีกว่าที่อุทิศ่ส่วนกุศลให้ เพื่อเขาจะได้ไม่มาทำให้เราเดือดร้อน ดูเหมือนกับวาเขาจะสามารถจะดลบันดาลทั้ง ๆ ที่เราเป็นผู้กระทำ รมเป็นของเราเอง ไม่ใช่คนอื่นสามารถกระทำกรรมให้เราได้
ถาม คิดว่าเป็นอย่างไร
สุ ในระหว่างที่ัยังมีชีวิตอยู่ ก็อย่าผูกโกรธ แต่ไม่ต้องไปคิดถึงกรรมในอดีตที่ผ่านมา แล้วไม่รู้ว่ากรรมอะไร เจ้ากรรมนายเวรอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ถ้าไม่ชอบใครก็คิดเสียว่าคนนั้นเป็นเจ้ากรรมนายเวร อย่างที่เราเคยคิดก็แล้วกัน จะได้ไม่โกรธเขา แทนที่จะต้องไปนั่งอุทิศส่วนกุศลให้ ก็เกิดเมตตาในบุคคลนั้นทันที
ถาม เรื่องการแผ่เมตตา มีคนเป็นจำนวนมากแผ่ไปไม่เฉพาะแต่เพื่อนฝูง ญาติมิตรเท่านั้น แต่แผ่ให้แก่โอปปาติกะทั้งหลายด้วย
สุ เมื่อทำกุศลแล้ว ก็ควรอุทิศส่วนกุศลที่กระทำแล้วให้ผู้ที่สามารถล่วงรู้ เพื่อเขาจะได้เกิดกุศลจิตอนุโมทนา แต่ไม่ใช่คิดว่าโปปาติกะนั้นเป็นเจ้ากรรมนายเวร คืออยากให้เข้าใจคำว่าเจ้ากรรมนายเวรให้ถูกต้อง ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง เมื่อได้กระทำกรรมต่อใครไว้ และอยากจะให้หมดกรรมนั้น ก็ควรเกิดกุศลจิตแทนการผูกโกรธ
ถาม เมื่อภรรยาน้อยตาไปแล้ว ผูกอาฆาตว่าถ้าเกิดมาในชาติใด ๆ จะขอกินลูกภรรยาหลวงทุกชาติ
สุ แล้วเป็นเจ้ากรรมนายเวรอย่างไร
ถาม เพราะยังไม่เข้าใจ จึงเรียนถามอาจารย์ว่าเป็นหรือไม่
สุ ไม่ใช่เป็นเจ้ากรรมนายเวร แต่เป็นความผูกโกรธ ทุกท่านในขณะนี้อาจจะมีภัย หรืออาจจะมีศัตรูจากบุคคลหนึ่งบุคคลใดในชาติปัจจุบัน จะกล่าวว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันในอดีต หรือว่าจะเกิดมามีความผูกโกรธกันในปัจจุบันชาติ แต่บุคคลนั้นก็ไม่สมมารถจะทำอันตรายบุคคลใดได้ ถ้ากรรมของบุคคชที่ถูกกระทำนั้นไม่ถึบกาลที่จะให้ผล

แต่ถ้าเป็นผู้มีกุศลสั่งสมมาดีพร้อมทั้งคติสมบัติ กาลสมบัติ อุปธิสมบัติ ปโยคสมบัติ แม้ว่าบุคคลอื่นจะโกรธหรือผูกโกรธอย่างไรก็ตาม ย่อมไม่สามารถจะทำอันตรายได้ เพราะแต่ละท่านมีกรรมเป็นของตน เมื่ออกุศลกรรมเป็นเหตุก็ทำให้เกิดกุศลวิบากจิต ฉะนั้น บุคคลอื่นจึงทำร้ายใด ๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น แต่บุคคลที่โกรธท่านก็อาจจะยังโกรธ จากวันเป็นเดือนเป็นปี จากชาตินี้ไปถึงชาติหน้าก็ได้ เป็นเรื่องของบุคคลซึ่งผูกโกรธเอง แต่ไม่ใช่ว่า บุคคลที่ผูกโกรธจะเป็นเจ้ากรรมที่สามารถจะดลบันดาลอะไรให้ เพียงแต่ว่าเมื่ออกุศลกรรมของท่านพร้อมที่จะทำให้เกิดอกุศลวิบากเมื่อใด เมื่อนั้นก็เป็นโอกาสที่อกุศลวิบากจะ
 
ชื่อผู้แสดงความเห็น
มีอีกเพียบเลื่อนลงไปดู
รายละเอียด
 
 ?ใส่รหัสลับ ใส่ให้ตรงกันครับ
 
ข้อตกลงในการแสดงความคิดเห็น
- ไม่โพสข้อความหยาบคาย หมื่นสถาบัน
- ไม่โพสข้อความโฆษณาต่างๆ จดหมายลูกโซ่
- ไม่โพสข้อความทำให้บุคคลอื่นเสียหาย
* หากพบเห็นจะถูกแบนทันที
     

 
Thai-Education
www.thai-education.com
บันเทิง:
เกมส์สนุก:
ความรู้:
ข่าวการศึกษา , มุมคุณครู , ผลงานนักเรียน , เผยแพร่ผลงานวิชาการ , คลังความรู้ , ข้อสอบออนไลน์ , มุมคุณธรรม
บริการ:
ติดต่อโฆษณา